สำหรับใครที่สร้างเว็บไซต์ หรือบล็อค จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการแบ่งประเภท แยกหมวดหมู่ของคอนเทนต์ หรือเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้ดูดี เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Category vs Tag กันมาบ้างแล้วใช่ไหม โดยทั้งสองสิ่งนี้ มีหน้าที่การทำงานที่คล้ายกัน ทำให้หลายคนอาจจะเข้าใจผิด และเลือกใช้ผิดวิธีอยู่ กับการโพสต์คอนเทนต์ลงเว็บไซต์ 

โดยวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาดูรูปแบบการทำงานของทั้งสองตัวนี้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร รวมไปถึงวิธีการใช้งานต่าง ๆ เพื่อให้เพื่อน ๆ เข้าใจ และนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของตัวเองให้ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จะมีอะไรบ้างมาติดตามบทความไปพร้อม ๆ กันเลย 

ทำความรู้จัก Category vs Tag  

Category หรือหมวดหมู่ เป็นตัวช่วยในการจัดหน้าเว็บไซต์ หรือจัดกลุ่มคอนเทนต์บนเว็บไซต์ ให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยจะมีฟังก์ชันที่เป็นตัวช่วยในการแยกหมวดหมู่ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามที่เราต้องการ ซึ่งประเภทหมวดหมู่ ก็ต้องแบ่งออกให้ตรงกับเป้าหมายของเว็บไซต์ของเราด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ค้นหาเข้าถึงคอนเทนต์ บทความของเราได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น 

Tag หรือป้ายกำกับ คือสิ่งที่ช่วยอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของคอนเทนต์ หรือโพสต์บนเว็บไซต์ของเรา โดยจะใช้คำอธิบายที่เฉพาะเจาะจง หรือ Keyword ซึ่งจะทำให้ผู้ค้นหา สามารถคลิกเข้าไปที่แท็กเพื่อดูบทความ คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องได้ โดยไม่มีการเรียงลำดับเหมือน Category  

ทำความรู้จักระหว่าง Category vs Tag

ความแตกต่างระหว่าง Category และ Tag

สำหรับความแตกต่างของสองตัวนี้ คือ Category เปรียบเสมือน หมวดหมู่ หรือหน้าสารบัญ ที่อยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์เสมอ โดยจะมีหมวดหมู่ ให้ผู้เข้าชมเลือกดูหลากหลาย  ส่วน Tag จะต่างกันที่แท็กเปรียบเสมือน index ที่คอยรวบรวมคำค้นหาที่น่าสนใจ หรือคำเฉพาะเจาะจงไว้ ถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ใช่ว่าเราจะเลือกใช้อันใดอันหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะการที่เราจะทำเว็บไซต์ออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด ต้องเลือกใช้ทั้งสองตัวนี้ให้ถูกต้องมากกว่า 

ทำไมเว็บไซต์ถึงต้องการทำ Category และ Tag

การที่เราทำทั้ง Category และ Tag จะทำให้เว็บไซต์ของเราสมบูรณ์ และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะจะทั้งสองสิ่งนี้อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าจะช่วยบ่งบอกประเภทเนื้อหา หมวดหมู่ และข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ทำให้ผู้เข้าชมเลือกชม หรือเข้าถึงคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ของเรา SEO Station ก็ได้มีการจัดหมวดหมู่ ไว้เพื่อให้ผู้เข้าชมเลือกชมได้อย่างง่าย ตามหมวดหมู่ที่สนใจ ถ้าอยากอ่านบทความ หรือบล็อคก็สามารถคลิกที่ News และเลือกอ่านข้อมูลข่าวสารได้ทันที

category on website

วิธีการใช้ Category vs Tag ให้เหมาะกับเว็บไซต์

วิธีการใช้ Category 

  • เริ่มจากการคิดต้องคิด Category ให้เหมาะกับเว็บไซต์ก่อนเป็นอันดับแรก

ต้องดูว่าเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ของเราจะมีหมวดหมู่อะไรบ้าง เพื่อที่เราจะสามารถจัดการกับคอนเทนต์ หรือบทความที่เราเขียน ให้อยู่ถูกต้องตามหมวดหมู่ที่เราคิดเอาไว้ เพราะ Category ก็คือ สารบัญดี ๆ อีกอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยเรียกยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี  ถ้ามีการตั้งหมวดหมู่ ก็จะทำให้ผู้เข้าชมสนใจเว็บไซต์เรามายิ่งขึ้น 

  • ในทุกคอนเทนต์ต้องมี Category เสมอ

อย่างที่บอกไปว่า การสร้างหมวดหมู่ให้คอนเทนต์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ลืมที่จะใส่หมวดหมู่ในคอนเทนต์บทความทุกครั้ง เพราะจะทำให้บทความ หรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเรามีที่มาที่ไป 

  • เปลี่ยนชื่อหมวดหมู่ให้น่าสนใจ

อย่างใน WordPress จะมีการสร้าง Category ให้ชื่อว่า Uncategorized พออ่านดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่ จึงอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองเปลี่ยนหมวดหมู่นี้ ใช้คำให้น่าสนใจมากขึ้น อย่างเช่น Others หรือ Highlight ที่หมายถึงบทความอื่น ๆ หรือบทความที่น่าสนใจ แต่ยังต้องคงคอนเซ็ปต์ของการให้ความรู้อยู่ 

  • ในบทความจะมีกี่หมวดหมู่ก็ได้

จริง ๆ แล้วหลักการจัดหมวดหมู่ ไม่จำเป็นต้องมีเพียงแค่หมวดหมู่เดียวก็ได้ เราสามารถจัดประเภทของหมวดหมู่ให้ตรงกับบทความ หรือคอนเทนต์ของเราได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ยกตัวอย่าง คอนเทนต์ของเราเกี่ยวกับความสวยความงาม และสุขภาพ เราก็สามารถจัดได้ทั้งสองหมวดหมู่ที่ตรงกับเนื้อหาของบทความของเรา 

วิธีการใช้ Tag 

  • มี Tag หรือไม่มีก็ได้ 

สำหรับการใส่แท็กจริง ๆ แล้วเราจะใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้เว็บไซต์ของเราสมบูรณ์มากแค่ไหน ถ้าอยากให้เว็บไซต์สมบูรณ์มากขึ้นการใส่แท็กก็ถือว่าเป็นส่วนช่วยที่ดี แต่ส่วนที่จะลืมใส่ไม่ได้ และห้ามมองข้ามเด็ดขาดเลยก็คือการใส่หมวดหมู่ หรือ Category นั่นเอง

  • ใช้ Tag คู่กับ Keyword

อย่างที่บอกไปในข้างต้นว่า Tag คือการใช้คำที่เฉพาะเจาะจง หรือ Keyword ที่มีความสำคัญ เพื่อที่จะให้ผู้เข้าชม สามารถรู้ได้ว่าคำเหล่านี้ปรากฏอยู่ที่ส่วนไหนของบทความบ้าง ซึ่งแท็กจะเป็นส่วนช่วยที่จะทำให้ผู้เข้าชมได้นำแท็กเหล่านี้ ไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สนใจได้ หรือนำแท็กที่ใส่ ไปเสิร์ชแล้วเจอบทความของเราได้อีกครั้ง ก็จะช่วยเรียกยอด Traffic ให้กับเว็บไซต์ของเราให้ดีขึ้นด้วย

วิธีการแบ่งหมวดหมู่ และแท็ก
Web Directory คือ

คำสารบัญบนหน้าเว็บไซต์ โดยจะทําหน้าที่เหมือนสมุด ที่จะมีคำสารบัญเพื่อใช้สําหรับค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ

 Site Structure คือ

องค์ประกอบสำคัญของการทำ SEO เปรียบเสมือนการวางแผนก่อนสร้างเว็บไซต์ ในการทำ SEO เพื่อทำให้ Google bot เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของเรา และค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์เราได้อย่างรวดเร็ว

Seed Keyword คือ

คีย์เวิร์ดที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของสินค้า และบริการเป็นคำกว้าง ๆ ไม่ใช้คำที่เฉพาะเจาะจง ยกตัวอย่างเช่น รองเท้า แว่นตา นาฬิกา

ขอบคุณข้อมูลจาก we on web

สรุป

สำหรับตอนนี้ถ้าหากเว็บไซต์ของใคร ยังไม่มีการจัดหมวดหมู่ Category และ Tag ก็ไม่ควรปล่อยไว้อีกต่อไป! เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราน่าอ่าน สบายตา เป็นระเบียบ และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่หากใครที่พึ่งเริ่มต้นทำบล็อค หรือเว็บไซต์แล้วเป็นกังวัลว่าจะจัดหมวดหมู่ หรือรูปแบบบล็อค คอนเทนต์บนเว็บไซต์อย่างไรดี ก็สามารถทักมาสอบถาม หรือปรึกษาพวกเรา SEO Station ได้ พวกเรายินดีให้คำแนะนำ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อน ๆ ที่อยากเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้เติบโต

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ