SEO คืออะไร ทำไม SEO จึงสำคัญต่อธุรกิจ

หลังจากจ้างทำเว็บไซต์ เสร็จก็หวังว่าจะมีลูกค้าเข้ามาดูบ้างแหละ หวังว่าจะลูกค้าทักมาบ้างแหละ แต่กลับเงียบกริบ!!! ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เรามีคำตอบให้คุณว่าทำไม SEO จึงสำคัญ และ SEO คืออะไร 

ก่อนอื่น ตั้งปรับความเข้าใจกันนิดนึงว่า หลังจากนี้ จะมีคำศัพท์ที่อาจจะไม่คุ้นหู แต่ขอให้อดทนทำความเข้าใจ เพราะมันจะมีประโยชน์กับธุรกิจคุณแน่นอน และมันไม่ยากเกินไป

SEO เป็นคำย่อของ Search Engine Optimization คือการปรับปรุง พัฒนา หรือ เพิ่มประสิทธิภาพ เว็บไซต์ของคุณให้เอื้อต่อการแสดงผล Seach Engine ทำให้ search engine อยากจะเอาเว็บไซต์ของเราไปแสดงให้กับที่ค้นหาเห็น  สั้นๆง่ายๆแค่นี้เองครับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะต้องร่ายยาว ว่าไอ้ที่เราจะทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นลูกรักของ search engine นั้นจะทำได้อย่างไร  เบื้องต้นมาเรียนรู้คำศัพท์ทางเทคนิค ให้พอเข้าใจไว้บ้าง เรียนไว้ไม่ตกเทรนจ้ะ

Search Engine = แปลตรงตัวทื่อๆ ก็คือเครื่องมือในการค้นหา แต่เอาจริงๆมันถูกแทนให้ชื่อผู้ให้บริการระบบการค้นหา ซึ่งก็มีหลายเจ้า เช่น Google, Yahoo, Bing อนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็น Amazon เข้ามาในตลาดนี้ด้วย เพราะdata ฝั่งที่เป็น E-commerce Amazon ได้ควบรวมไว้เกือบจะหมดแล้ว

Ranking = ตรงตัวก็คือ อันดับเว็บไซต์ ในหน้าการผลการค้นหา

Blog = บทความ มีผลกับ rankingของเว็บไซต์อย่างมาก

Onsite = ข้อความหรือรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ

SEO Outreach = บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ตาม keyword ที่เราใส่เอาไว้

Optimise = การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ ในรูปแบบของบทความ หรือไม่ก็ keyword

Keyword = คำที่ต้องการให้คนที่ค้นหาคำนั้น search แล้วมาเจอเว็บไซต์หรือบทความของเรา

Search Volume = จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้งต่อเดือน

Anchor Link = ลิงก์ที่ถูกฝังเอาไว้ใน Keyword ต่างๆ เพื่อขยายความหมายของคำๆ นั้น 

Content = คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นบทความ ตัวหนังสือ ภาพ VDO และองค์ประกอบอื่นๆ ที่รวมเป็นเนื้อหานั้น เรียกรวมว่า content

Backlink = ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)

Organic = การเจริญเติบโตโดยธรรมชาติ ในที่นี้เราจะหมายถึง บทความ content หรือเว็บไซต์ ที่มีการเป็นที่รู้จักมากขึ้น ยอดวิวมากขึ้น หรือดังขึ้น หรือมี traffic มากขึ้น โดยที่ไม่ได้ซื้อโฆษณา ไม่ได้ซื้อ traffic หรือซื้อ Backlink 

SEO คืออะไร ตอบแบบสั้นๆคือ วิธีการให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก google (ส่วนใหญ่เราจะมอง googleเป็นหลัก)

แต่ถ้าจะให้อธิบายแบบละเอียดสักนิด SEO เป็นวิธีการทางที่จะทำให้เว็บไซต์แบรนด์ สินค้า บริการ ธุรกิจของคุณขึ้นหน้าแรกของ Google เมื่อมีการค้นหาด้วยคำ Keyword ที่กำหนดเอาไว้ หรือที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเรา โดยไม่มีการซื้อโฆษณา (Google Ads)

SEO ทำอะไรบ้าง

การทำ SEO คนจะมุ่งไปที่ขั้นตอนการทำ Content แบบ Onsite, Outreach, Blog รวมถึงการใส่ Keyword และการทำ Backlink ซึ่งจริงๆแล้ว Backlink ก็ถือเป็นหัวใจหลักในการทำให้เว็บไซต์ของคุณ

แต่แค่นั้นยังไม่พอ!!!

การทำ SEO ยังประกอบไปด้วยส่วนของ Code ที่ประกอบเป็นเว็บไซต์ พูดมาแค่นี้ คุณผู้อ่านอาจจะคิดในใจว่า ฉันรู้แล้ว เดี๋ยวก็ต้องใส่ title, meta tagต่างๆ, Alt รูปภาพ, tag H1-H6, ซึ่งคุณผู้อ่านคิดถูกแล้ว แต่ไม่ทั้งหมด
สิ่งที่อาจารย์ไม่ได้สอน ผมสรุปมาคร่าวๆให้ดังนี้

  1. คุณต้องเข้าใจความหมาย HTML tag ต่างๆ 
  2. การไล่ลำดับขั้นของ tag section, div, article
  3. เลือกใช้ tag ได้ถูกต้อง
  4. ระวัง Div ลด divให้น้อย
  5. ใช้ CSS ให้เป็นประโยช์

การทำ SEO ให้พึงระลึกไว้ว่าเรากระทำกับ 2 สิ่ง คือ

  1. คน เราอำนวยความสะดวกให้ผู้คน ที่มาอ่าน ดู เสพ content ของเรา ทำให้เขาได้ประโยชน์มากที่สุด อ่านง่าย ดูง่าย สบายตา หาข้อมูลได้ครบ สามารถไปยังcontentอื่นได้ง่ายที่สุด  นั่นคือแก่นของมัน
  2. Search engine เราต้องอำนวยความสะดวกให้กับ search engine ให้เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายที่สุด  เขามาแล้วข้อมูลได้ใจความ กระชับ มีประโยชน์มากที่สุด   เขามาเก็บง่าย เข้าใจง่าย  เขาจะให้เราอยู่อันดับสูงๆได้ง่าย เพราะเรามีประโยชน์ต่อเขา

SEO อย่าใจร้อน

การทำ seo ต้องใช้เวลา เวลา และเวลา  ความต้องการที่จะ ทำให้เว็บไซต์คุณติดหน้าแรก google ในเวลาอันสั้น (ในที่นี้ผมหมายถึง ภายใน 4เดือน) เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ในกรณีที่มีคู่แข่งเป็นเจ้าตลาดเป็นเว็บไซต์ใหญ่ๆที่อยู่มานาน แล้วเรายังเป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่

SEO สำคัญอย่างไร ทำไมต้องทำ SEO

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจ ประเภทใดก็ตาม SEO จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนมาพบธุรกิจคุณ และแน่นอนว่านั่นคือเงินที่จะเข้ากระเป๋าคุณ ยกตัวอย่าง SEO คือ ทำเลทองในการเปิดร้านขายสินค้า  วันๆนึงมีคนผ่านไปผ่านมา หน้าร้านคุณมากมาย ย่อมมีโอกาสที่คนเหล่านั้นจะมาซึ้อสินค้าคุณ เทียบกับร้านที่อยู่ในป่าลึก ไม่มีคนผ่านไปผ่านมา  นั่นก็ทำให้ร้านของคุณขายของไม่ได้อย่างแน่นอน 

เริ่มทำ SEO ตอนไหนจะดีที่สุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำ SEO ก็คือ… “ตอนที่คุณยังไม่มีอะไรเลยสักอย่าง” หยุดก่อน ก่อนที่จะเกี้ยวกราดว่าเรากวน โปรดฟังเหตุผลสักนิด ที่บอกว่าไม่มีอะไรสักอย่างหมายถึง ให้คุณเริ่มกระบวนการการทำ SEO ซะตั้งแต่ยังไม่มีเว็บไซต์หรือวางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจเลยจะดีมาก

เหตุผลก็เพราะคุณจะได้เตรียมตัวในการทำเว็บไซต์เพื่อให้รองรับกับการทำ SEO มากที่สุดนั่นเอง เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะมาทำ SEO กันตอนที่ทำเว็บไซต์เสร็จไปทั้งหมดแล้ว ผลสุดท้ายก็คือต้องมานั่งปรับ แก้ หรือบางครั้งหนักมากก็ถึงกับขั้นต้องทำเว็บไซต์ใหม่ทั้งหมดเลยทีเดียว ดังนั้นทำซะตั้งแต่ยังไม่มีอะไรนั่นล่ะ คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

จะเริ่มทำ SEO แล้ว ต้องทำอย่างไร

โดยส่วนมากบริษัทต่างๆ ก็จะจ้างเอเจนซี่การตลาดดูแลเรื่อง SEO ให้เป็นปกติ แต่ประเด็นที่เราอยากให้เจ้าของกิจการทำความเข้าใจกับขั้นตอนต่างๆ นั้น เพื่อที่จะได้ช่วยให้คุณทำงานกับเหล่าเอเจนซี่ที่คุณว่าจ้างได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่วนใครที่กำลังศึกษาการทำ SEO หรือต้องการทำ SEO ด้วยตัวเองขั้นตอนเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องนำไปใช้

1. ทำแผนการตลาดสำหรับทำ SEO ทั้งหมด

การทำแผนการตลาดล่วงหน้าจะช่วยให้คุณคุมงบประมาณได้ โดยขั้นตอนนี้คุณอาจจะต้องทำไปพร้อมๆ กับทีมเอเจนซี่ที่คุณว่าจ้าง เพื่อให้พวกเขาเสนอแนวทางและการใช้งบในส่วนต่างๆ ว่าจะลงเงินในส่วนของการทำ SEO เท่าไร

ส่วนของค่าบริการเท่าไร ระยะเวลากี่เดือน แล้วต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เสริมหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้หากคุณไม่วางแผนล่วงหน้าอาจทำให้งบบานปลายได้และควรคุยกับคนที่คุณว่าจ้างให้ชัดเจนถึงสิ่งที่คุณจะได้ เช่น จะมีรายงานผลการทำ SEO ทุกๆ เดือนหรือไม่ เปลี่ยน Keyword ได้กี่ครั้ง ใครจะเป็นคนกำหนด Keyword เป็นต้น

2. ค้นหา Keyword ที่ต้องการให้เว็บไซต์คุณติดอันดับหรือนำมาทำ SEO

หากคุณเป็นธุรกิจใหม่ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ทั้งนั้น สามารถเริ่มทำได้ด้วยการค้นหา Keyword เป็นอันดับแรก ซึ่งหากอยากลองค้นหาด้วยตัวเองก็จะมีเครื่องมือช่วยค้นหาต่างๆ ดังนี้ (หากต้องการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอาจจะต้องจ่ายค่าบริการในบางแพลตฟอร์ม) หลักๆ แล้ว Keyword ที่ Optimise ควรมี Search Volume หรือมีปริมาณการเสิร์จทุกๆเดือน และมีความสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ

Google Keyword Planner

เป็นเครื่องมือที่ทาง Google ออกแบบมาเพื่อให้คุณค้นหา Keyword ทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ถึงค่าต่างๆ ว่าแต่ละคำนั้นมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร จุดประสงค์หลักของเครื่องมือนี้คือเอาไว้ช่วยให้คนทำ Google Ads สามารถวางแผนโฆษณาของตัวเองได้ดีขึ้นแต่ก็สามารถนำมาปรับใช้สำหรับงานทางด้าน SEO เพื่อดูสถิติของแต่ละ keyword ได้เช่นกัน

Uber Suggest

วิธีการก็คือให้คุณพิมพ์ Keyword ที่พอจะนึกเองได้ (ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าที่ตนเองทำ) เมื่อได้ Keyword มาแล้วก็ลองดูที่ Search Volume ว่าคำไหนเป็นที่นิยมบ้างแล้วจึงลองเลือกมาสัก 3-5 คำ ก่อนก็ได้ จากนั้นค่อยเอาคำเหล่านั้นที่เลือกไปปรึกษากับคนทำ SEO เพื่อเข้าสู่กระบวนการในลำดับต่อไป

Ahrefs

อีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ Keyword ที่เอเจนซี่นิยมใช้กัน โดยความสามารถของเครื่องมือนี้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเว็บไซต์ไหนบ้างที่ลิงก์มาหาเว็บเป้าหมายที่เราตั้งใจจะส่งลิงก์ไปมั้ย ทำให้เราสามารถดูสถานการณ์ของคู่แข่งแล้วนำมาปรับกลยุทธ์ของเราว่าควรทำ Backlink จากที่ไหนก่อนหรือหลัง อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบ Backlink ของเราและคู่แข่งได้ ดูว่าอันไหนที่ไม่เหมือนกันบ้างทำให้เราไม่ต้องไปเสียเวลาสร้าง Backlink ซ้ำ

3.ปรับแต่งเว็บไซต์

ถ้าเกิดว่าคุณยังไม่มีเว็บไซต์มาก่อน ก็ถือว่าได้เปรียบเพราะสามารถสร้างเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ Google กำหนดไว้สำหรับการทำ SEO ได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ต้องมาแก้กันให้วุ่นวาย แต่ถ้าคุณมีเว็บไซต์เก่าอยู่แล้วและไม่ได้อัปเดตเลยเป็นเวลาหลายปี ถึงเวลาที่คุณจะต้องปรับเว็บไซต์ให้สนับสนุนการทำ SEO แล้ว

สำหรับเว็บไซต์ที่จะได้คะแนนจาก Google จะต้องเป็นหน้าเว็บที่มี Content ที่แฝงไปด้วย Keyword ในตำแหน่งต่างๆ กระจายอยู่ทั่วทุกหน้าของเว็บไซต์  (ตรงนี้ล่ะที่คุณจะได้นำ Keyword ที่หาในหัวข้อก่อนหน้ามาใช้) เพราะเว็บไซต์ที่ SEO ขึ้นเร็วๆ มีลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ มีตัวหนังสือเยอะ หรือที่เรียกว่า “Onsite” ตรงส่วนนี้อาจทำเพียงครั้งเดียวเลยก็ได้ถ้าไม่มีการเปลี่ยน Keyword และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ Link ที่ต้องใส่ทั้งภายในเว็บไซต์ตัวเอง (ลิงก์กันไปมาระหว่างหน้าต่างๆ) กับ Link ที่แปะไว้นอกเว็บไซต์แล้วชี้เป้ากลับเข้ามายังเว็บไซต์ของตน (Backlink)

*เกร็ดความรู้: เพื่อให้การทำ Onsite มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรกลับมาตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น Keyword และ Link ต่างๆ ทุกๆ 6 เดือน – 1 ปี เพราะอาจมีบาง Keyword หรือ Link ที่เสีย

ดังนั้นในทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์ของคุณควรมีข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือและสอดแทรก Keyword ที่คุณกำหนดเข้าไปด้วย เพราะ Google จะอ่านเว็บของคุณได้จากตัวหนังสือเหล่านี้ แต่อย่าใส่ Keyword เยอะจนเกินพอดีล่ะ เพราะถ้าเยอะเกินไป Google อาจจะมองว่าเว็บคุณเป็นสแปม

ส่วนวิธีการอัปเดตที่นิยมทำกันเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเคลื่อนไหวอยู่เสมอ นั่นก็คือการทำ Blog หรือคอนเทนต์ที่เป็นบทความแบบยาว วิธีการก็คือเขียนเนื้อหาในหัวข้อที่น่าสนใจและแฝง Keyword ลงไป บทความพวกนี้จะเป็นตัวช่วยอย่างมากในการทำ SEO

4. ส่งคอนเทนต์ไปสู่เว็บไซต์ข้างนอก

วิธีการนี้เราจะเรียกว่า Outreach โดยส่วนประกอบของคอนเทนต์ประเภทนี้นอกจากจะแฝงคำ Keyword ไปในคอนเทนต์แล้วยังจะมีการแทรกลิงก์เพื่อทำเป็น Backlink ให้คนอ่านคอนเทนต์คลิกเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของเรา

*เกร็ดความรู้: หลายคนอาจสงสัยว่าเราจำเป็นต้องทำทั้ง Blog กับ Outreach Content เลยหรือไม่ คำตอบคือ “ควรทำ” ความแตกต่างของสองประเภทนี้คือ Blog จะทำหน้าที่บนเว็บไซต์ของคุณ อาจมีการลิงก์ยังหน้าอื่นๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพในหน้าเว็บ ส่วน Outreach จะทำหน้าที่เป็นคอนเทนต์ที่ถูกนำส่งไปยังเว็บไซต์ต่างๆ โดยจะมีการแทรก Backlink เข้าไปทุกๆ Content ที่ถูกเขียนขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านได้ลิงก์กลับเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของเรา เพราะ Google มองว่า เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการเข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง ยิ่งมีการลิงก์ถึงมากก็ทำให้คะแนนของหน้าเว็บนั้นๆ ของเราสูงขึ้น

5. ตรวจสอบพร้อมปรับปรุงแก้ไข

การทำ SEO นั้นไม่ใช่ทำเสร็จแล้วปล่อยไปเลย เพราะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งที่คุณจะต้องเข้ามาดูการจัดลำดับของ Keyword ที่คุณได้ทำการกำหนดเข้าไป รวมถึง Rank ของหน้าเว็บไซต์ว่าตอนนี้ Keyword คำไหนบ้างที่ติดหน้าแรก แล้วค่อยมาโฟกัสที่คำอื่นๆ ที่ยังไต่ลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยการทำ Outreach Content ส่งออกไปตามเว็บไซต์ต่างๆ

ทว่าหาก Keyword ของคุณกว้างเกินไป การทำ SEO อาจจะเห็นผลช้าหรือไม่เห็นผลเลยก็ได้ ดังนั้นในบางกรณีคุณอาจจะต้องมีการปรับ เปลี่ยน Keyword บางคำใหม่ (แต่เปลี่ยนบ่อยๆ ก็ไม่ส่งผลดี เพราะการเปลี่ยนใหม่ก็เท่ากับคุณเริ่มใหม่)

6. ให้ Social Media เป็นตัวช่วย SEO ของคุณ

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว Social Media ก็มีส่วนช่วยให้การทำ SEO ของคุณได้ด้วยเช่นกัน โดย Social Media จะช่วย SEO ในแง่ของการที่คอนเทนต์ถูกแชร์ออกไป อาจจะเป็น Outreach หรือ Blog ก็ได้ เพราะในคอนเทนต์เหล่านั้นเราใส่ Keyword พร้อมกับทำ Backlink ไว้อยู่แล้ว เมื่อมีการแชร์เยอะ คนอ่านมาก คะแนนของ Keyword นั้นๆ ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

Content แบบไหนดีที่สุดสำหรับ SEO

สำหรับเรื่องนี้ความจริงแล้วแค่เว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่ชวนอ่าน ชวนแชร์ ไม่ใส่ Keyword จนกลายเป็นสแปมก็ถือว่าตอบโจทย์แล้ว แต่หากจะให้บอกว่า Content ประเภทไหนดีที่สุดคำตอบคือบทความประเภท Evergreen Content เพราะเนื้อหาที่ถูกคนคลิกเข้ามาอ่านอยู่เสมอๆ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน จะเป็นส่วนช่วยชั้นดีให้ SEO ของคุณทรงประสิทธิภาพสูงที่สุด หรือถ้าเป็นคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลเชิงความรู้ ที่ตอบรับกับสิ่งที่ผู้อ่านกำลังตั้งคำถามหรือมองหาได้คอนเทนต์ประเภทนี้ก็จะช่วยให้ Rank ของคุณดีขึ้นเช่นกัน

ทำไมคุณถึงต้องลงทุนกับการทำ SEO

ลองคิดตามง่ายๆ ว่าถ้าคุณเปิดธุรกิจทำหน้าร้านสวยหรูดูดี แต่ไม่มีลูกค้าแวะเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว ธุรกิจของคุณจะไปรอดได้อย่างไร? เช่นเดียวกันกับการทำหน้าเว็บไซต์ที่ต่อให้คุณทำเว็บได้สวย ใช้ง่ายเพียงใด ข้อมูลสินค้า บริการ ครบครัน ระบบชั้นดีแค่ไหนถ้าไม่มีคนเข้ามาก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับธุรกิจ

การทำ SEO จะเป็นเสมือนการประชาสัมพันธ์ให้กับหน้าเว็บไซต์ให้คนทั่วๆ ไปได้รู้จักว่ามีธุรกิจของคุณเกิดขึ้นบนโลก และแน่นอนว่ามันยังเพิ่มโอกาสในการขายได้ โดยข้อมูลจาก mr-seo.com ระบุว่า กว่า 93% ของการตัดสินใจซื้อทั้งหมดเกิดขึ้นจากการค้นหาบนโลกออนไลน์ดังนั้นการเตรียมหน้าร้านออนไลน์หรือเว็บไซต์ของคุณให้พร้อมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าจริงๆ แล้วขั้นตอนการทำ SEO ดูจะไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะทุกอย่างถูกวางไว้เป็นแพทเทิร์น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ Google ได้วางเอาไว้ แต่อย่าลืมว่า “แค่ทำ” นั้นยังไม่พอ เพราะคุณต้องคอยตรวจสอบ ปรับปรุง ควบคุมคุณภาพของการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ หากคุณปล่อยปละละเลยไปเพียงช่วงสั้นๆ เว็บไซต์คู่แข่งก็อาจจะนำหน้าแซงลำดับคุณไปเป็นที่เรียบร้อย ให้นึกไว้เสอว่า “ไม่ใช่ธุรกิจของเราคนเดียวที่ทำ SEO” ถึงตรงนี้แล้วเราคงไม่ต้องสาธยายต่อแล้วล่ะว่า SEO นั้นสำคัญกับการทำธุรกิจในโลกปัจจุบันมากแค่ไหน