เครื่องมือส่องเทรนด์คอนเทนต์ ไม่ใช่ กล้องส่องทางไกล แต่อย่างใด แต่มันคือ อาวุธลับของคนทำคอนเทนต์และนักการตลาดออนไลน์ ที่ใช้ในการค้นหาอัปเดตเทรนด์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน 

ด้วยความที่โซเชียลมีเดีย (Social Media) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้คนมีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นในการติดต่อสื่อสารกัน และรับรู้เรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ หากผู้ใดมีข้อมูลในทุก ๆ ด้านไว้ในครอบครอง ก็จะสามารถเล่นกับเรื่องราวที่กำลังถูกพูดถึงโดยคนส่วนมากได้ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยทำให้เนื้อหาเหล่านั้นตอบโจทย์คนอ่านและเป็นที่น่าสนใจ

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ “เครื่องมือส่องเทรนด์คอนเทนต์” ขอแนะนำว่าคุณจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า “คอนเทนต์นั้นมีกี่ประเภท” เพื่อที่จะสามารถนำคอนเทนต์เหล่านั้นไปใช้ควบคู่กับเครื่องมือส่องเทรนด์คอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เครื่องมือส่องเทรนด์คอนเทนต์ VS ประเภทของคอนเทนต์

คอนเทนต์ (Content) โดยหลักแล้วแบ่งออกเป็น 3 ปรเภท คือ

Topical Content 

คอนเทนต์ที่ทำออกมาตามกระแสต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะพูดถึงเหตุการณ์ข่าวสารในแต่ละวัน ว่าอะไรที่เขากำลังฮิต อะไรที่คนพูดถึงในช่วงนี้ เช่น กระแสข่าวโซเชียลมีเดียต่าง ๆ  และจำเป็นต้องเลือกลงให้ถูกจังหวะเวลาด้วย 

เพราะถ้าหากช้าไปเพียง 1 ชั่วโมง คอนเทนต์นั้นอาจจะไม่มีประโยชน์แล้ว ซึ่งข้อดีของมัน คือเรียกผู้คนให้เข้ามาสนใจได้ดีมาก แต่ข้อเสียของมัน คือ มันอยู่ได้ไม่นาน ใช้ได้ครั้งเดียว ผ่านแล้วก็ผ่านไป

Evergreen Content 

คอนเทนต์แนว ความรู้, ปรัชญา, How to ข้อดีของคอนเทนต์ประเภทนี้ คือ จะไม่เสื่อมค่าไปตามกาลเวลา แม้จะผ่านไป 1 วัน 1 เดือน 1 ปี ก็ยังสามารถอ่านได้ไม่มีเบื่อ และนำมาใช้ได้จริงในชีวิตเสมอ 

เช่น วิธีทําให้ผมยาวเร็ว, ทําไมคนโบราณห้ามตัดผมวันพุธ หรือ รวมแนวคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น แต่คอนเทนต์ประเภทนี้ถ้าไปลงในช่วงที่มีกระแสเรื่องอื่นอยู่ อาจจะไม่ได้รับความสนใจมากนัก 

Value Content 

คอนเทนต์แบบเน้นคุณค่า นี่คือ สุดยอดคอนเทนต์เลยก็ว่าได้ เพราะมันคือการนำ 2 ข้อแรกมาผสมผสานกัน จึงทำให้คอนเทนต์แบบนี้สามารถเรียกได้ทั้งกระแส และมีการสอดเเทรกความรู้ลงไปด้วยไม่ให้เสื่อมค่าตามการเวลา เช่น บทความ ประวัติศาสตร์โรคระบาดร้ายแรง ที่จะเกิดขึ้นทุก ๆ 100 ปี เผยแพร่ในช่วงไวรัส covid-19 ระบาดแรก ๆ เป็นต้น

ส่งผลให้มีผู้อ่านและคนสนใจเป็นจำนวนมาก และเป็นคอนเทนต์ที่อ่านตอนไหนก็สามารถนำมาใช้เป็นความรู้ได้เสมอ ทำให้คอนเทนต์มีความสมบูรณ์แบบและเป็นอมตะ แต่ประเด็นคือ ค่อนข้างทำยาก เพราะต้องทำให้มันทั้งมีคุณค่าและถูกที่ถูกเวลาด้วย แต่ถ้าทำได้ บอกเลยว่าผลของมันคุ้มค่ามาก  

คำถามคือ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าคนส่วนใหญ่พูดถึงอะไร สนใจอะไรกันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง? ไม่ต้องห่วง SEO Station ได้รวบรวมเครื่องมือออนไลน์ ที่เป็นประโยชน์ในแง่ของการทำการตลาด และการทำธุรกิจ ให้คนทำคอนเทนต์เข้าไปดูได้แบบฟรี ๆ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

เครื่องมือส่องเทรนด์คอนเทนต์ 2020 

Google Trends

ตัวอย่างเทรนด์ที่ปรากฎใน Google Trends

เป็นเครื่องมือยอดฮิตในการตามหาเทรนด์ (Trend) ของคนทั่วโลก สามารถสำรวจพฤติกรรมการ Search หรือการค้นหาสิ่งที่กำลังมาแรงของคนในโลกออนไลน์ และความนิยมในแต่ละประเทศได้ โดยในหน้าแรกของเว็บไซต์ Google Trends จะปรากฏคำที่มีคนเสิร์ชมากที่สุดทั่วโลกตามลำดับ

อีกทั้งสามารถค้นหาคำหรือ Keyword ที่ต้องการด้วยการพิมพ์ลงไป ก็จะมีข้อมูลทางสถิติของคำนั้น ๆ ออกมาว่ามีการค้นหาคำดังกล่าวมากแค่ไหนในช่วงระยะเวลาที่เรากำหนด เช่น เมื่อ 12 เดือนที่ผ่านมา, เมื่อ 30 วันที่ผ่านมา, เมื่อ 7 วันที่ผ่านมา, 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือ ชั่วโมงที่ผ่านมา เป็นต้น

ตัวอย่างเทรนด์ที่ปรากฎแบบ Real Time ใน Hot Trends

นอกจากนี้ยังมี Hot Trends ที่สามารถดูได้แบบเรียลไทม์ (Real Time) เลยว่าตอนนี้ผู้คนกำลังค้นหาคำว่าอะไรกันบ้าง โดยเลือกได้ว่าจะดูการค้นหาในประเทศใด หรือทั่วโลกก็ได้ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นไอเดียทำคอนเทนต์ให้ตรงกับเรื่องที่คนกำลังสนใจ

Twitter Trends

ตัวอย่างเทรนด์ที่ปรากฎใน Twitter Trends

Trend ใน Twitter คือ การที่มีคนพูดถึงคำหรือหัวข้อนั้น ๆ มากกว่าคำอื่นในช่วงเวลานั้น ซึ่งถ้ามีการพูดถึงมากพอก็จะกลายเป็นเทรนด์โลกได้ อย่างที่เรามักได้ยินกันบ่อยครั้งว่า “ติดเทรนด์ทวิตเตอร์”

เพราะมีการ ติด Hashtag (แฮชแท็ก) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า tag ไว้หน้าคำที่ต้องการให้เป็น Keywords หรือใช้สำหรับการเน้นคำที่บ่งบอกว่าเรากำลังจะพูดถึงอะไร โดยที่เราสามารถกำหนดได้เองเลยว่าจะใช้คำว่าอะไร หากมีคนเห็นและนำไปใช้ต่อ ก็จะกลายเป็น tag ที่ได้รับความนิยมทันที

โดยสามารถเข้าไปดู Twitter Trends หรือประเด็นที่ติดเทรนด์ได้ที่ แท็บ Explore หรือค้นหาบนทวิตเตอร์ ที่มีสัญลักษณ์รูปแว่นขยาย จะปรากฏแฮชแท็กที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดตามลำดับ เมื่อกดเข้าไปในแต่ละแฮชแท็ก ก็จะเห็นทวีตต่าง ๆ ที่กล่าวถึงและติดแฮชแท็กในประเด็นนั้น ๆ

Twitter Trends ถือว่าเป็นที่นิยมมากในปี 2020 นี้ และคนส่วนใหญ่ก็มักจะอัพเดทเรื่องฮิต ประเด็นฮอตในสังคมกันที่นี่ เนื่องจากเป็นข้อมูลข่าวสารที่เรียลไทม์ สะดวก รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์

YouTube Trending

ตัวอย่างเทรนด์ที่ปรากฎใน YouTube Trending

คอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอที่กำลังเป็นที่พูดถึง โดยใน YouTube จะมีแท็บที่เรียกว่า Trending (กำลังมาแรง) ทำหน้าที่บอกว่าวีดีโอไหนกำลังได้รับความนิยม ที่เหมือนกันบนยูทูปในแต่ละประเทศ

ซึ่งคอนเทนต์นั้น ๆ อาจไม่ใช่วิดีโอที่มียอดวิวสูงที่สุด แต่เป็นวิดีโอที่มีผู้ชมเข้ามาดูจำนวนมากในขณะนั้น สามารถเลือกประเภทของวิดีโอได้ ไม่ว่าจะเป็น เพลง เกม ข่าว หรือภาพยนตร์ โดยวิดีโอเหล่านี้จะมีการอัปเดตทุกๆ 15 นาทีโดยประมาณ ในการอัปเดตแต่ละครั้ง วิดีโออาจอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น ต่ำลง หรืออยู่ในลำดับเดิมขึ้นอยู่กับความนิยม

Facebook Insight

เครื่องมือสำหรับคนทำหรือดูแล Facebook Page โดยเครื่องมือตัวนี้จะรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานของคนที่เข้ามาเป็น Fan และข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาบนหน้า Page ในเชิงลึก เพื่อมาช่วยให้เจ้าของ Page ได้นำมาพิจารณาในการพัฒนาเพจ คอนเทนต์ในเพจ และวิเคราะห์ความสนใจของคนอ่านได้

โดยลักษณะของ Insights จะมีการแยกข้อมูลแต่ละส่วนอย่างชัดเจน เพียงแค่เข้าไปที่หน้าเพจ เลือก Page Insight (ข้อมูลเชิงลึก) ก็จะปรากฎไปด้วยข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้

หน้า Overview หรือ ภาพรวม

  • Overview คือ ส่วนที่แสดงภาพรวมของ Page ทั้งหมด ซึ่งมีการเปรียบเทียบข้อมูลกันระหว่างสัปดาห์ที่แล้วและในสัปดาห์ล่าสุด (ก่อนหน้าวันล่าสุด 2 วัน)

หน้า Likes หรือ จำนวนถูกใจ

  • Likes ข้อมูลเกี่ยวกับการ Like ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการ Like ของ Page ทั้งหมด, การ Unlike รวมทั้งที่มาของการ Like ว่ามาจากที่ใด

หน้า Reach หรือ การเข้าถึง

  • Reach ข้อมูลการเข้าถึงของหน้า Page ทั้ง Organic, Paid, การ Like, Comment, และ Share

หน้า Visits หรือ จำนวนการเข้าชมเพจ

  • Visits ข้อมูลการเข้าชมหน้า Page ว่าทำอะไรบนหน้าเพจบ้าง เช่น การคลิกบน Tab ต่าง ๆ, การพูดถึง (Mentions) และแหล่งที่มาการเข้ามาสู่หน้าเพจ

หน้า Posts หรือ โพสต์

  • Posts ข้อมูลการเข้ามาของผู้ใช้งานว่าแต่ละวัน, แต่ละช่วงเวลามีคนที่เป็นคนที่ติดตามเราเข้ามาออนไลน์ในช่วงเวลาใดมากที่สุด, ข้อมูลของแต่ละ Posts ว่ามี Reach เท่าใด, Engagement ที่เกิดขึ้นจากการคลิกและการกด Likes, Comments & Shares เป็นเท่าใด และดูได้ว่าประเภทของการ Post ว่าสามารถสร้าง Reach, และ Engagement เท่าใด

หน้า People หรือ ผู้คน

Tiktok Discover Tap

ตัวอย่างเทรนด์ที่ปรากฎใน Tiktok Discover Tap

เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์แพลตฟอร์มที่มาแรงสุดในปี 2020 ที่มีจุดเด่น คือ การสร้างและแชร์วิดีโอสั้น ๆ กับเพื่อนบนโลกออนไลน์ โดยในตัวแอปจะมีเอฟเฟคต่าง ๆ ทั้งภาพและเสียง ให้ผู้ใช้ได้สนุกไปกับการแต่งวิดีโอของตัวเองตามที่ต้องการผู้ใช้

โดยสามารถส่องเทรนด์มาแรงใน Tiktok กดเข้าไปที่ Discover Tap สัญลักษณ์รูปค้นหา ก็จะเห็นแฮชแท็กของวิดีโอที่มีคนเล่นมากที่สุดตามลำดับ 

สรุป

เทรนด์ คือ กระแสวิธีใหม่ ๆ ในการตอบสนองความต้องการและให้คุณค่ากับกลุ่มคน โดย Google Trends, Twitter Trends, YouTube Trending, Facebook Insight และTiktok Discover Tap ถือว่าเป็น สุดยอดเครื่องมือลับคมในการส่องคอนเทนต์ของคุณให้ปัง เพราะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คนทำคอนเทนต์และนักการตลาดออนไลน์ จับเรื่องราวหรือกระแสมาเล่นได้ในจังหวะที่พอเหมาะพอดี 

ควบคู่ไปกับการเลือกทำประเภทคอนเทนต์ได้ออกมาตรงใจผู้อ่านแต่กลุ่ม หรือกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด จนสามารถเกิดเป็นคอนเทนต์คุณภาพในรูปแบบต่าง ๆ ที่ให้คนกดแชร์มากกว่า กดไลค์ เพราะเราเชื่อเสมอว่า การที่คนยอมกดแชร์คอนเทนต์เราออกไปหมายความว่า เขาอยากจะบอกต่อคอนเทนต์นั้น ซึ่งแสดงว่ามันมีคุณค่ามากกว่าการที่เขาแค่กดไลค์ หรือชอบมันเพียงคนเดียว

ทางเรา SEO Station ก็หวังว่าข้อมูลที่เราได้รวบรวมมาให้ในวันนี้ ถ้าทุกคนลองนำไปปรับใช้ให้ก็จะสามารถเป็นประโยชน์ในแง่ของการทำการตลาด ทำเพจ สร้างเว็บไซต์ และการทำธุรกิจทางออนไลน์ของคุณได้ไม่มากก็น้อย

ขอบคุณข้อมูลเรื่อง “ประเภทของคอนเทนต์” จากเฟสบุ๊กเพจ สมองไหล