ถ้าเราได้ทำเว็บไซต์มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เราจะรู้เลยว่าการทำ seo นั้นมีกลยุทธ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งการเพิ่มยอด traffic ให้กับเว็บไซต์ การทำ google ads ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกกลยุทธ์หนึ่ง ที่เป็นตัวทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้เหมือนกัน นั่นคือ Black hat vs White hat ทั้งสองล้วนเป็นกลยุทธ์ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหา

แต่ทั้งสองวิธีการนี้ มีความหมาย และวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์ที่เหมือนกันนั่นคือ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาได้ ซึ่งการทำ seo ทั้งสองแบบนี้ขอบอกเลยว่ามีทั้งข้อดี และข้อเสีย ที่ว่าไม่ดีนี้จะหมายถึงอะไร มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กัน

seo สายดำกับสายขาว

Black Hat vs White Hat  

การทำ seo ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้เพื่อทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จัก ติดอันดับการค้นหา ซึ่งการทำ seo ทั้งสองแบบนี้ แม้มีความคล้ายคลึง แต่ก็มีความแตกต่าง ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็ส่งผลต่อเว็บไซต์เราทั้งคู่ อันหนึ่งจะส่งผลต่อเว็บไซต์ที่รวดเร็วทันใจ แต่ไม่มีความปลอดภัย และยั่งยืน ส่วนอีกอันส่งผลต่อเว็บไซต์ที่ใช้เวลาค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร เพื่อจำกัดกลุ่มเป้าหมาย แต่ปลอดภัย ยั่งยืนคงทนมากกว่า ซึ่งในตอนนี้คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ ก็มีการทำ seo ทั้งสองแบบ

แต่บางคนทำ seo แบบ black hat และ white hat โดยที่ไม่รู้ว่าจะส่งผลอย่างไรกับเว็บไซต์ของเราในอนาคต ซึ่งถ้าเราทำ seo แล้วผิดกฎ google ขึ้นมาก็จะส่งผลต่อเว็บไซต์ของเราได้เหมือนกัน 

หลักเกณฑ์เมื่อทำผิดกฎต่อ google 

เมื่อเราทำ seo แบบผิดกฎของ google ก็จะถูกตรวจสอบ และโดนทำโทษได้ ซึ่ง google จะใช้ algorithm ในการตรวจสอบ ข้อมูล เนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ของเรา เมื่อพบเจอก็จะถูกระงับไม่ให้เข้าใช้งาน ถูกลดอันดับเว็บไซต์ลง รวมไปถึงถูกลบเว็บไซต์ออกไปได้เลย โดย algorithm ที่ใช้คือ

  1. Fred algorithm 
    เป็นอัลกิรึทึม ที่ google ใช้ตรวจสอบมาตรฐานของเว็บไซต์ โดยเน้นเรื่องของคอนเทนต์ที่ไร้คุณภาพ ซึ่ง Fred จะมองว่าจะไม่มีประโยชน์กับผู้ใช้ และจัดการลดอันดับเว็บไซต์นั้น ๆ ทันที
  2. Panda
    ถ้าเว็บไซต์คุณภาพต่ำมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ มีการ copy เนื้อหาอื่นมาใส่เป็นของตัวเอง หรือมีเนื้อหาที่ไม่ดี ก็จะถูกตรวจสอบว่าเป็นการ copy และ spam keyword โดยทันที 
  3. Penguin
    ตรวจสอบความเชื่อมโยงของลิงก์ ที่สร้างขึ้นว่ามีคุณภาพ มีความเกี่ยวข้อกับเนื้อหาบนเว็บไซต์มาน้อยขนาดไหน ถ้าเว็บไซต์ไหนมีการสร้างลิงก์จำนวนมาก ๆ แล้วลิงก์นั้นไม่มีคุณภาพก็จะถูกตรวจสอบ และถูกทำโทษจาก penguind algorithm ได้

Black Hat SEO คือ

หรือการทำ SEO แบบสายดำที่หลาย ๆ คนใช้เรียกกัน เป็นการทำเว็บไซต์ โดยใช้กลยุทธ์ วิธีการทำที่ไม่ถูกต้องถูกหลักเกณฑ์ของการทำ seo แบบปกติทั่วไป ซึ่งจะใช้จุดอ่อนของ google algorithm ในการทำเว็บไซต์ เพื่อเป็นกลโกงในการปั่นยอดทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าค้นหา search engine ให้เร็วที่สุด และอยู่ในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา 

ซึ่งหลักแนวคิดของ black hat คือการที่จะเน้นเก็บเกี่ยวข้อมูล การเข้าถึง ของ bot มากกว่าสิ่งอื่นใด ซึ่งแนวคิดแบบนี้จะส่งผลทำให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่า แต่ก็ไม่ได้มั่นคงสักเท่าไหร่นัก เพราะการใช้กลโกง วิธีการที่ไม่ถูกต้องยังไงก็ล้วนมีผล ความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษ ถูกจับได้ และโทษของเว็บไซต์ที่มีการทำแบบนี้ก็หนีไม่พ้นที่จะถูก google ลดอันดับเว็บไซต์ลง หรือดีไม่ดีอาจถูกแบน และถูกลบเว็บไซต์ทิ้งได้เลย 

black hat วิธีการทำงาน

เทคนิคการทำ Black Hat SEO

Spam Link

เทคนิคที่คนส่วนใหญ่ทำ black hat ชอบทำกัน นั่นก็คือ การใส่ลิงก์ในจำนวนมาก ๆ แถมลิงก์ที่ใส่เข้าไปนั้น ไม่ได้มีคุณภาพแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การทำ backlink กลับมาที่เว็บไซต์เยอะ ซึ่งบางทีใส่จำนวนลิงก์ไม่ต่ำกว่า 50 ลิงก์ หรือเผลอ ๆ ก็ร้อยกว่าลิงก์ได้ โดยที่ไปแปะไว้ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ เข้าไป comment ตามเว็บไซต์  หรือจะเป็นการทำลิงก์จากเว็บไซต์อื่นส่งเข้ามาที่เว็บไซต์

โดยที่ลิงก์ ๆ นั้นไม่ได้มีคุณภาพแต่อย่างใด ลิงก์ที่เอามาใส่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงกันเลย ซึ่งการทำเหล่านี้ ก็เพื่อเป็นทางลัดที่จะทำให้เว็บไซต์นั้น มีการเข้าถึงที่รวดเร็ว และถูกจัดติดอันดับบนเว็บไซต์ได้ง่าย 

Content จำเจ 

การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับแรก ๆ และรวดเร็วถ้าให้ต้องนั่งทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ มีความแตกต่างกันอยู่ตลอด ๆ เกรงว่าจะเสียเวลา เลยทำให้ black hat เน้นที่จะทำคอนเทนต์ที่ซ้ำซาก และมีความจำเจ เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งทำใหม่อยู่ตลอดๆ และก็ชอบนำคอนเทนต์จำเจเหล่านี้ ไป spam link ไว้ในหลาย ๆ ที่เพื่อให้มีการเข้าถึงเว็บไซต์หลักโดยตรง 

ซึ่งการทำเหล่านี้ คนที่ทำ black hat อาจะมองว่าดี ถือว่าเป็นอะไรที่รวดเร็ว เห็นผลสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถือว่าไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด แถมยังทำให้ google มองว่าเว็บไซต์ของเรามีแต่เนื้อหา คอนเทนต์ที่ซ้ำกัน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อเว็บไซต์แต่อย่างใด ยังจะทำให้ถูกลดอันดับลงไปอีกด้วย 

Keyword Stuffing 

เป็นการทำคอนเทนต์ที่เน้นการใส่ keyword เข้าไปในบทความ เนื้อหาภายในเว็บไซต์ให้ได้เยอะ ๆ เพื่อให้ bot ได้เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเราไป แต่การทำวิธีนี้จะเป็นการทำที่ไม่เน้นให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน เน้นแต่จะทำให้เว็บไซต์เราเป็นที่รู้จัก อยู่ติดอันดับ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว การทำแบบนี้ไม่ได้ยั่งยืนสักเท่าไหร่ ถ้าเกิด google ตรวจจับได้ก็ส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ของเราเช่นกัน 

Clickbait 

หรือเรียกว่าเป็นการทำพาดหัว หัวข้อให้มีความโดเด่น น่าสนใจ เพื่อเป็นการหลอกให้ผู้ค้นหากดเข้าชมเว็บไซต์ เมื่อกดเข้าไปแล้วเนื้อหาภายในจริง ๆ แล้วไม่ได้ตรงกับหัวข้อ หรือความต้องการขอผู้คนหาเลย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือไม่มีประโยชน์ หรือสาระใด ๆ เมื่อกดเข้ามา 

Buying link

การทำ black hat โดยการซื้อ text link , keyword ที่ยากในการจะติดอันดับการค้นหา เพื่อมาช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับ และมีการเข้าชมเว็บไซต์ที่สูงขึ้น 

Malicious Backlink 

เป็นการทำเว็บไซต์ที่มีอันตราย ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเชื่อมกับเว็บไซต์อื่น ๆ หรือเป็นการก่อกวนบนเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้น ๆ กดออกจากเว็บไซต์คู่แข่งทันที เป็นการลดจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์คู่แข่งได้ 

ซึ่งถ้าหากเราโดน malicious backlink แล้วเราสามารถตรวจสอบ โดยสามารถใช้เครื่องมือ disavow tool ของ google search console ได้ และลบลิงก์นั้นออกจากเว็บไซต์ของเราทันที 

White Hat SEO คือ

เรียกอีกอย่างว่า การทำ seo แบบสายขาว คือการทำ seo ที่ถูกหลักเกณฑ์ ไม่มีการใช้กลโกงใด ๆ ที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบน search enging ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการทำ white hat seo ก็เป็นวิธีการทำที่ค่อนข้างที่จะใช้เวลา ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ คำแนะนำของ google แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีขาด อีกทั้งยังต้องอาศัยหลักเกณฑ์ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน

ไม่ว่าจะเป็น การสร้าง link building , backlink , keyword และ alt text ต่าง ๆ เนื่องจากทุกขั้นตอนนั้น ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของเรานั้น ติดอันดับการค้นหา เป็นที่รู้จัก และสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้เข้าชม และ google ได้ 

แม้การทำ white hat seo จะค่อนข้างใช้เวลานาน แต่ขอบอกได้เลยว่าคุ้มเสี่ยงแน่นอน เพราะจะไม่ถูก google มองว่าเว็บไซต์ของเรานั้นพยายามโกง ใช้วิธีไม่ดี หรือจะพยายามหลอก alogorithm เมื่อไม่ถูกมองแบบนี้ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษ และส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์ของเราได้อีกด้วย 

white hat วิธีการทำงาน

เทคนิคการทำ White Hat SEO 

วิเคราะห์ข้อมูลอยู่เสมอ ๆ

การทำ seo สายขาว แน่นอนว่าเราควรที่จะมีการวิเคราะห์ข้อมูล การเข้าใช้งาน วิเคราะห์สิ่งที่ผู้ใช้งานมักค้นหา เพื่อเป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีการทันต่อผู้ใช้งาน มีการปรับนำคีย์เวิร์ดนั้น เพื่อจำกัดกลุ่มหมาย เจาะกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งวิธีการทำแบบนี้ถือได้ว่าเป็นผลดีต่อเว็บไซต์ เพราะจะทำให้เข้าถึงฐานข้อมูลผู้ใช้งานได้มากขึ้น 

สร้าง content ที่ไม่จำเจ 

อย่างที่บอกไปว่าการทำ seo สายขาว คือต้องใช้เวลา ซึ่งต่างจาก seo สายดำ ที่เน้นความรวดเร็ว ทันใจ เห็นผลลัพธ์ทันตาเห็น ซึ่งการสร้างคอนเทนต์ที่ไม่จำเจ ถือว่าเป็นการสร้างความแตกต่าง ความแปลกใหม่ให้กับผู้เข้าชม ยอมเสียเวลาอีกนิด แล้วสร้างเนื้อหาที่ดึงดูด น่าสนใจ ก็ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่า ต่อผลลัพธ์ที่ได้มา 

เมื่อเราสร้างเนื้อหาที่มีความน่าสนใจ แปลกใหม่แล้ว ก็จะทำให้ผู้ค้นหารู้สึกชื่นชอบ และป้องกัน ไม่ให้เว็บไซต์อื่น ๆ สามารถ copy คอนเทนต์เราไปได้ 

สร้าง Content ที่ตอบโจทย์ 

การสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ ถือว่าเป็นการทำ white hat seo ที่นิยมทำกันเป็นอย่างมาก เนื่องจาก google เน้นการให้ความสำคัญต่อผู้ค้นหาเป็นหลัก ดังนั้นเราควรที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ เพื่อให้ google เลือกคอนเทนต์ของเรา แล้วนำไปแสดงให้กับผู้ค้นหาได้เลือก 

นอกจากเราจะสร้างสรรค์เนื้อหาที่ตอบโจทย์แล้ว องค์ประกอบส่วนอื่น ๆ อย่าง หัวเรื่อง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ การใช้คำคีย์เวิร์ดที่ตรงความต้องการผู้ใช้งาน ก็จะช่วยทำให้ google มองว่าเว็บไซต์ของเราไม่ได้มีดีแค่คอนเทนต์ตอบโจทย์ แต่คอนเทนต์ของเรายังมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานอีกด้วย 

Link มีคุณภาพ มีชัยไปกว่าครึ่ง

การทำ white hat  ให้ได้ผลอีกหนึ่งอย่างคือ การมีลิงก์ที่ดี มีคุณภาพ ซึ่งวิธีการสร้าง link building ควรที่จะมีเนื้อหาลิงก์ที่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกัน ยิ่งถ้าหากเราสร้างลิงก์ที่มีความเกี่ยวข้อง มีคุณภาพมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นที่น่าเชื่อถือ ควรค่าแก่การเผยแพร่ให้ผู้ค้นหาได้รับชมต่อ 

ความแตกต่างระหว่าง Black Hat SEO vs White Hat

หลังจากที่รู้ไปแล้วว่า black hat กับ white hat คืออะไร มีเทคนิคการทำแบบไหนบ้าง ก็มาลองดูข้อเปรียบเทียบชัด ๆ กันอีกรอบหนึ่งว่า ทั้งสองอันนี้มีข้อแตกต่างกันที่จุดไหนบ้าง เพื่อเป็นการตัดสินใจในการทำ seo ได้ง่ายยิ่งขึ้น 

ใช้วิธีการและระยะเวลาที่แตกต่างกัน

อย่างที่บอกไปว่า black hat นั้นจะเน้นความรวดเร็ว ทันใจ ส่วน white hat จะค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร แม้การทำ seo แบบสายขาวนั้นจะใช้เวลานาน แต่ถ้าถามเรื่องผลลัพธ์ และความปลอดภัยของเว็บไซต์มีมากกว่าการทำ seo แบบสายดำอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านี้เว็บไซต์ที่มีการทำ seo แบบสายขาว ยังมีเนื้อหา ข้อมูล ที่มีประโยชน์ มีความน่าเชื่อถือที่มากกว่า ต่างจาก seo สายดำอย่างเห็นได้ชัด แม้ได้เปรียบเรื่องระยะเวลา แต่คุณภาพ และความปลอดภัย ก็ถือว่าไม่ส่งผลดีในอนาคตเท่าไหร่นัก

การทำ SEO สายดำ วิธีการเผยแพร่ที่ไม่เหมาะสม

ว่าด้วยการทำ seo สายดำ มีวิธีการในการเผยแพร่เว็บไซต์ที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ทำกัน เพราะจะเป็นการเผยแพร่เว็บไซต์ที่เน้นไปในทางก่อกวน สร้างความรำคาญให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น มี pop up ขึ้นมาคั่นระหว่างชมเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น pop up วิดีโอ รูปภาพ หรือเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์แต่อย่างใด ซึ่งสร้างความรำคาญต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก และวิธีการทำแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อเว็บไซต์มากนัก ยังส่งผลเสี่ยงต่อเว็บไซต์ทำให้ถูกแบนได้ด้วย 

การทำ SEO สายดำ ทำให้เว็บไซต์ถูกปิดได้ 

ตามที่บอกเลยว่าการทำ seo สายดำนั้นมีความสุ่มเสี่ยงสูงมากที่เว็บไซต์จะถูกปิดได้ เนื่องจาก google จะมีการตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการติดอันดับที่เร็ว ไม่เพียงเท่านี้ google ยังจะตรวจสอบอีกว่า เว็บไซต์นั้นมีการโปรโมทที่ผิดวิธีหรือไม่ ได้มีการละเมิดกฎเกณฑ์วิธีการ หรือไม่ ถ้าเกิดตรวจสอบแล้วพบว่าทำแบบนั้นเว็บไซต์ของเราก็ถูกปิดโดยทันที

ซึ่งจะต่างจาก seo สายขาว ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแบน หรือกลัวที่จะถูดลงโทษจากทาง google เลย เนื่องจากการทำ seo สายขาวนั้น เป็นการทำที่ถูกต้องตามหลักทุกอย่าง มีความปลอดภัยสูง ซึ่งความที่จะถูกปิดตัวลงก็ต่ำมาก ๆ เช่นกัน 

ข้อแตกต่างระหว่าง black hat vs white hat seo
Hidden Links คือ 

การซ่อนลิงก์ ไม่ให้เห็นโดยผู้เข้าชม แต่ Robot สามารถเห็นได้ของ

Hidden Text คือ

การซ่อนข้อความ ไม่ให้เห็นผู้เข้าชมไม่สามารถเห็นได้ แต่ Robot สามารถเห็นได้ อย่าง การทำสีตัวอักษรกับสีพื้นหลังเป็นสีเดียวกัน

Cloaking คือ

การทำหน้าเว็บไซต์ที่แสดงผลแตกต่างกัน เมื่อถูกเรียกโดย Robot ของ Search Engine และผู้เข้าชมเว็บทั่วไป หรือพูด
ง่าย ๆ คือ แสดงผลให้ผู้เข้าชมเห็นอย่างหนึ่ง ให้ Robot อย่างหนึ่งนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก workboxs

สรุป

หลังจากที่ดูข้อแตกต่างของการทำ seo ทั้งสองอย่างไปแล้ว เห็นได้ชัดเลยใช่ไหมว่าการทำ seo แบบไหนมีความปลอดภัย คงทน ส่งผลกับเว็บไซต์ของเราได้มากกว่ากัน ซึ่งการทำทั้งสองอย่างนี้เมื่อเทียบข้อแตกต่างกันแล้วก็เห็นได้ชัด ๆ เลย ซึ่งสำหรับเว็บไซต์ไหนอยากที่จะติดอันดับการค้นหา เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ แบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป พวกเรา SEO Station ก็ขอแนะนำให้เลือก seo แบบสายขาวดีกว่า แม้จะเสียเวลาที่มากกว่า แต่ถ้าถามถึงผลลัพธ์ในอนาคต การทำ seo สายขาวถือว่าเป็นวิธีการที่ทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับการค้นหาได้นาน ปลอดภัยคุ้มค่าที่สุด 

แต่ถ้าใครอยากทำเว็บไซต์ แล้วอยากให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จัก ติดอันดับการค้นหาเร็ว ๆ ก็ควรเลือกทางนี้ แต่ถ้าทำแบบนี้แล้ว ก็ต้องเตรียมใจไว้ส่วนหนึ่ง เพราะว่าเว็บไซต์ของเราอาจจะปลิวได้ในที่สุด ถ้าใครยอมรับข้อเสียที่หนักหน่วงตรงนี้ได้ก็ลองศึกษาวิธีการทำเพิ่มเติมดูได้ แต่เอาความจริงแล้ว พวกเรา SEO Station ก็ไม่แนะนำวิธีการนี้ เพราะยังมีวิธีการดี ๆ ที่ยังทำให้เว็บไซต์เราติดอันดับการค้นหาได้อย่างรวดเร็วเหมือนกันอย่างการทำ google ads ยังไงเพื่อน ๆ ก็ลองศึกษากันดูได้

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ